
ปิดตลาดหุ้นไทย ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.99 จุด อยู่ที่ 1,550.54 จุด รวมมูลค่าซื้อขายทั้งสิ้น 46,744.52 ล้านบาท ส่วนตลาดหุ้นภูมิภาคปิดตลาดส่วนใหญ่ปรับตัวเพิ่มขึ้น Continue reading

ปิดตลาดหุ้นไทย ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.99 จุด อยู่ที่ 1,550.54 จุด รวมมูลค่าซื้อขายทั้งสิ้น 46,744.52 ล้านบาท ส่วนตลาดหุ้นภูมิภาคปิดตลาดส่วนใหญ่ปรับตัวเพิ่มขึ้น Continue reading

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เผยความตึงเครียดคาบสมุทรเกาหลี ไม่น่าห่วง แต่สั่งทูตพาณิชย์ประเทศที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด
เมื่อวันที่ 2 เม.ย. นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยถึงความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีว่า สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้รายงานว่า สถานการณ์ยังไม่น่าเป็นห่วง และคนเกาหลีใต้ไม่ได้ตื่นตระหนก แต่สิ่งที่อาจมีผลกระทบคือ ค่าเงินวอนอ่อนค่าลง อาจทำให้สินค้ามีราคาสูงขึ้น จึงได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์ ณ กรุงโซล และทูตพาณิชย์ประเทศที่เกี่ยวข้อง เช่น ญี่ปุ่น ไต้หวัน จีน และ ฮ่องกง ได้เฝ้าระวังเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด
“สำนักพัฒนาตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และเอเชีย ของกรมฯ ได้ประเมินสถานการณ์ว่า ไม่น่าเป็นห่วงมากนัก และสถานการณ์ในประเทศที่เกี่ยวข้อง เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สหรัฐฯ ยังไม่ตึงเครียด และตื่นตัวมากนัก สำหรับผลกระทบด้านการค้าระหว่างกัน ยังคงไม่เกิดขึ้นในช่วงระยะสั้น และยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ส่วนการเดินทางของนักท่องเที่ยวไปเกาหลีใต้ หรือนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้มาเยือนไทย อาจจะได้รับผลกระทบบ้าง โดยทัวร์เกาหลีเข้าไทยจำนวน 1.1 ล้านคน เป็นอันดับ 3 รองจากจีนและญี่ปุ่น” นางศรีรัตน์ กล่าว
ทั้งนี้ ในช่วง 2 เดือนแรก (ม.ค.-ก.พ.) ของปี 56 การค้าระหว่างไทยกับเกาหลีใต้ มีมูลค่า 2,445 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 14%ขณะที่การค้าระหว่างไทยกับเกาหลีเหนือมีมูลค่า 21 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 281% โดยสินค้าสำคัญที่ไทยส่งออกไปเกาหลีใต้ ได้แก่ ยางพารา น้ำตาลทราย แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า เม็ดพลาสติก กระดาษ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เป็นต้นขณะที่ไทยนำเข้า เหล็กกล้า เครื่องจักร เพชรพลอยและทองคำ เคมีภัณฑ์ แผงวงจรไฟฟ้า เป็นต้น.

“เดอะ เลจเจ้นท์ฯ” ได้ฤกษ์เปิดตัวเฟส 2 เล็งกลุ่มบีบวก ฟุ้งเป็นทำเลทองที่มีศักยภาพ ทั้งได้อานิสงส์จากงบ 2 ล้านล้าน สปีดเทรนด์หัวหิน คาดผุดข้างสนามบินบ่อฝ้าย
เมื่อวันที่ 2 เม.ย. นายประไพสิทธิ์ ตัณฑ์เกยูร กรรมการผู้จัดการ บริษัท โบ๊ทเฮ้าส์หัวหิน จำกัด เผยว่า ความคืบหน้าอาคารชุดหลังใหม่ “เดอะ เลจเจ้นท์” ที่เปิดการขายตั้งแต่ เมษายนปีที่แล้ว ปัจจุบันมียอดจองคืบหน้ากว่า 60% และจะเริ่มก่อสร้างในต้นเดือน พ.ค. 56 นี้ โดยจะใช้เวลาการก่อสร้างทั้งหมดประมาณ 18 เดือน ขนาด 2 ห้องนอน โดยไฮไลต์สามารถมองเห็นวิวทะเลเต็มตาและเป็น Single Loaded Corridor ราคาเริ่มต้น 5.3 ล้านบาท เฉลี่ยราคาขาย ตร.ม.ละ 90,000 บาท นับว่าเป็นราคาที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับบริษัทอื่นที่กำลังจะเปิดตัวที่เขาเต่า ราคาขายเริ่มต้นที่ ตร.ม.ละ 106,000 บาทขึ้นไป
“โดยโลเกชั่นถือว่า โครงการนี้อยู่ในทำเลที่ดีมาก เนื่องจากในอนาคต อีก 6 ปีข้างหน้า เราทราบจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อได้บอกว่า รัฐจะเลือกพื้นที่สร้างสถานีรถไฟฟ้าความเร็วสูงที่บริเวณข้างสนามบินบ่อฝ้าย ซึ่งเป็นพื้นที่ราชพัสดุกว่า 100 ไร่ ขณะที่บริเวณดังกล่าวอยู่ห่างจากโบ๊ทเฮ้าส์เพียง 1 กม. อีกทั้งการพัฒนาหลายๆ อย่างตอนนี้กำลังมุ่งมาที่หัวหินทั้งศาลปกครองกลาง ก็กำลังเตรียมก่อสร้างบนพื้นที่ 68 ไร่ นอกจากนี้ก็มีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ของเดอะมอลล์, คอมมูนิตี้ มอลล์, สวนสนุก, สวนน้ำของนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ฯลฯ รวมถึงการเปิดเออีซี ในปี 2558 ทั้งหมดนี้จะเป็นปัจจัยบวกให้ทำเลดังกล่าวมีศักยภาพยิ่งๆ ขึ้้นในอนาคต” นายประไพสิทธิ์ กล่าว
นายประไพสิทธิ์ กล่าวต่ออีกว่า สำหรับเฟสนี้จะมีการปรับไซส์ขนาด 2 ห้องนอน ให้มีขนาดเล็กลง เป็นขนาด 55.5 ตร.ม. จำนวนทั้งสิ้น 45 ยูนิต ตั้งแต่บริเวณชั้น 8-ชั้น 16 ทุกห้องสามารถมองเห็นวิวทะเลเต็มตาและเป็น Single Loaded Corridor ส่วนสาเหตุการปรับไซส์ห้อง จากเดิม 46 ตร.ม. มาเป็น 55.5 ตร.ม. ก็เพื่อเพิ่มความคล่องตัวด้านการขาย เนื่องจากได้ทำการสำรวจกลุ่มลูกค้าประจำปีพบว่าลูกค้าส่วนใหญ่ที่สนใจโครงการฯ ไม่ได้เน้นพื้นที่ระเบียงหรือภายในห้องโถงให้กว้างขวางแต่เน้นประสิทธิภาพการออกแบบให้ห้องหน้ากว้างขนานทะเลถึง 6 เมตร จึงลดขนาดความยาวของห้องชุดให้เล็กลงเพื่อราคาโดยรวมให้ขายง่ายขึ้น ทั้งนี้โครงการฯ ต้องการเจาะกลุ่มเป้าหมายใหม่ ครอบครัวขนาดกลาง, นักธุรกิจ และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ
สำหรับโครงการ เดอะ เลจเจ้นท์ฯ เป็นอาคารชุดพักอาศัยริมทะเลสุดหรูแบบ High-Rise สูง 18 ชั้นบนพื้นที่กว่า 4 ไร่ (1,214,7 ตร.ว.) มูลค่ากว่า 900 ล้านบาท รูปแบบอาคาร Single-Loaded Corridor เกือบทุกห้องมองเห็นวิวทะเลเต็มตา 180 องศา และสระว่ายน้ำพร้อมสวนสวยในด้านหน้า, เห็นภูเขาและสนาม Golf Palm Hill ทางด้านหลัง ทั้งหมดมีจำนวนห้องชุด 159 ยูนิต แบบ 1 ห้องนอน ปิดการขายเรียบร้อยแล้ว ส่วนเฟส 2 เริ่มเปิดจองแล้ววันนี้ คาดสามารถปิดการขายครบ 100% ได้ภายในสิ้นปีนี้.

คมนาคม เร่งก่อสร้างรถไฟไปเขมร คาด 2 ปีเสร็จ หวังส่งเสริมท่องเที่ยว อำนวยความสะดวกให้เกิดการเดินทางระหว่างสองประเทศ Continue reading

นายสมพร เจิมพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เปิดเผยว่าซีพีเอฟได้ยกระดับฟาร์มสุกรของบริษัทสู่มาตรฐานฟาร์มสีเขียว (Green farm) เป็นรายแรกของประเทศ ตั้งแต่ปี 52 โดยขณะนี้สามารถดำเนินการในฟาร์มสุกรของบริษัทได้แล้วทั้ง 100% พร้อมเตรียมเปิดฟาร์มสุกรมาตรฐาน Animal Welfare แห่งใหม่ใน จ.ชลบุรี
“ซีพีเอฟเป็นต้นแบบในการค้นคว้าและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านการเลี้ยงสัตว์ ตั้งแต่การพัฒนาพันธุ์สัตว์ที่เหมาะสมกับการเลี้ยงในประเทศไทย การคิดค้นสูตรอาหารที่มีโภชนาการสำหรับสัตว์แต่ละประเภทในช่วงวัยต่างๆ การสรรหาวิธีการจัดการและการเลี้ยงสัตว์เพื่อลดผลกระทบจากธรรมชาติที่จะมีต่อการเจริญเติบโตของสัตว์หรือแม้แต่กระบวนการจัดการของเสียภายในฟาร์มเพื่อไม่เป็นบ่อเกิดของปัญหาโลกร้อนที่วันนี้ได้กลายเป็นต้นแบบของการเลี้ยงสัตว์ที่ได้มาตรฐาน และถูกถ่ายทอดสู่เกษตรกรไทยอย่างแพร่หลาย”
นายสมพรกล่าวว่าขณะนี้ ซีพีเอฟได้เตรียมเปิดฟาร์มสุกรแม่พันธุ์แห่งใหม่จำนวน 800 แม่บนพื้นที่ 30 ไร่ใน อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรีที่นอกจากจะเป็นฟาร์มรักษ์โลกตามมาตรฐานกรีนฟาร์มแล้ว ฟาร์มแห่งใหม่นี้จะดำเนินการเลี้ยงแม่พันธุ์สุกรแบบคอกขังรวม ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ (ESF) ตามแนวทาง ANIMAL WELFARE ที่สามารถควบคุมการให้อาหารแม่พันธุ์อย่างเพียงพอกับความต้องการ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ซองเช่นเดิม ซึ่งวิธีการนี้ช่วยให้แม่พันธุ์ไม่เครียด สุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง ตลอดจนมีภูมิต้านทานที่ดี โดยได้มีการศึกษาเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องมากว่า 10 ปีแล้วกระทั่งมั่นใจในระบบคอกขังรวมจึงเป็นอีกเทคโนโลยีการเลี้ยงสุกรที่ซีพีเอฟจะดำเนินการอย่างต่อเนื่องนับจากนี้เป็นต้นไป”.

พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) เปิดเผยว่า บอร์ด กทค.นัดพิเศษในวันที่ 5 เม.ย.นี้ จะมีการประชุมเพื่อพิจารณา กรณีบริษัท บีเอฟเคที (ประเทศไทย) ทำสัญญาให้เช่าโครงข่ายโทรคมนาคมกับบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หลังจาก กทค.ได้ให้คณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมโดยคาดว่าจะไม่มีการเลื่อนประชุมใดๆ อีก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในรายงานเพิ่มเติมของคณะทำงานตรวจสอบข้อ เท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีบริษัทบีเอฟเคทีระบุว่า ยังไม่มีหลักฐานที่เชื่อได้ว่า บีเอฟเคที มีเจตนาใช้คลื่นความถี่โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือประกอบกิจการโทรคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต แม้การดำเนินการดังกล่าวจะเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายมาตรา 67 พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 แต่ก็เป็นไปโดยขาดเจตนา จึงเห็นว่า กทค.และ กสทช.ยังไม่ควรร้องทุกข์กล่าวโทษบริษัท แต่เห็นควรให้เร่งรัดกำกับดูแลให้ทั้งสองบริษัทปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายและมติ กทค.ที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตามในความเห็นแนบท้ายของคณะทำงานกลับระบุว่าหาก กทค.มีมติไปตามความเห็นของคณะทำงานจะต้องยอมรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นโดยเฉพาะอาจถูกร้องทุกข์กล่าวโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และอาจถูกตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งจาก วุฒิสภาหรือคณะกรรมการ ป.ป.ช. ขณะที่เลขาธิการ กสทช.ได้ให้ความเห็นประกอบว่าการกระทำของบีเอฟเคทีไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 67 เพราะขาดเจตนา จึงเห็นควรให้ กทค.มีคำสั่งให้บีเอฟเคทีดำเนินการขอรับใบอนุญาตภายในกำหนดเวลา พร้อมทั้งเร่งรัดให้ กสท ดำเนินการให้ถูกต้องตามมาตรา 46 โดยเร็ว “เป็นผลสรุปที่เท่ากับโยนเผือกร้อนกลับไปให้บอร์ด กทค.ชี้ขาด และรับผิดชอบผลกระทบที่จะเกิดตามมาเอง”.

นางปัจฉิมา ธนสันติ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ได้รับการร้องเรียนจากสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติว่า เริ่มมีการวางขายแผ่นละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ภาพยนตร์เรื่อง “พี่มาก พระโขนง” ตามท้องตลาดบ้างแล้ว คาดว่าน่าจะเป็นการลักลอบแอบถ่ายจากโรงภาพยนตร์ ซึ่งได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่กรมฯออกตรวจสอบแล้ว หากพบเห็นการละเมิดจริง จะดำเนินการตามกฎหมายทันที
ทั้งนี้ กรมฯ ได้หารือกับสมาพันธ์ฯ ถึงแนวคิดการทำภาพยนตร์แอนิเมชั่น เพื่อรณรงค์ให้เยาวชนไทยได้รู้ และเข้าใจทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงตระหนักรู้ถึงความเสียหายของการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่จะเกิดขึ้นกับภาคธุรกิจที่เป็นเจ้าของสิทธิ์ และเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม และจะโหลดเข้าไปในแท็บเล็ต ที่รัฐบาลจะแจกให้กับเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ทั่วประเทศ 1.8 ล้านเครื่อง และจะยิงเข้าสู่ระบบคลาวด์ (Cloud) ด้วย
นางปัจฉิมา กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ กรมฯได้ทำแผนกิจกรรมดำเนินงานด้านทรัพย์สินทางปัญญา ที่ไทยจะดำเนินการระหว่างเดือนเม.ย.-ธ.ค.นี้ไปให้ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (ยูเอสทีอาร์) พิจารณา เพื่อประกอบการพิจารณาทบทวนนอกรอบสถานะของไทย เพื่อพิจารณาให้ไทยอยู่ในบัญชีจับตามอง (ดับบลิวแอล) ในการทบทวนรอบปี 55 ที่จะประกาศผลสิ้นเดือน เม.ย.นี้ จากปัจจุบันที่ไทยอยู่ในบัญชีประเทศที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ (พีดับบลิวแอล).

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการเปิดหีบอ้อยฤดูการผลิตปี 2555/56 ตั้งแต่ วันที่ 15 พ.ย.55 จนถึงวันที่ 30 มี.ค.ที่ผ่านมา ปรากฏว่ามีปริมาณอ้อยเข้าหีบใน 47 โรงงานทั่วประเทศจำนวน 98 ล้านตันซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์จากเดิมทำไว้ในฤดูหีบ 2555/56 ที่ปริมาณ 97.98 ล้านตัน และโรงงานน้ำตาล ยังมีเวลาเปิดหีบอ้อยอีก 1 เดือน ทำให้คาดว่าจะมีปริมาณอ้อยเข้าหีบอีก 1 ล้านตันทำให้สถิติการหีบอ้อยของประเทศไทยทะลุไปที่ 99 ล้านตัน
ทั้งนี้ สาเหตุที่ปริมาณอ้อยเข้าหีบปีนี้ทำลายสถิติเพราะมีเกษตรกรที่เพาะปลูกอ้อยรายย่อยหันมาปลูกอ้อยเพิ่มขึ้น เพื่อทดแทนการปลูกมันสำปะหลัง ทำให้ปริมาณอ้อยเพิ่มสูงขึ้นรวมทั้งราคาอ้อยก็เพิ่มขึ้นเกิน 1,000 บาทต่อตัน ทำให้เกษตรกรหันมาเพาะปลูกอ้อยมากขึ้น และคาดว่าในปีการผลิต 2556/57 ที่จะเริ่มหีบอ้อยในเดือน พ.ย.นี้ ก็จะมีปริมาณอ้อยเข้าหีบในโรงงานเพิ่มขึ้นอีก
อย่างไรก็ตามแม้จะมีผลผลิตอ้อยเพิ่มสูงขึ้น แต่ผลผลิตน้ำตาลทรายต่อตันอ้อยปีนี้เฉลี่ยลดต่ำลง โดยเดิมประเมินว่า 1 ตันอ้อยจะได้น้ำตาล 103 กิโลกรัม (กก.) แต่ขณะนี้เฉลี่ย 1 ตันได้น้ำตาลไม่เกิน 100 กก.เพราะภัยแล้งทำให้ค่าความหวานของอ้อยลดลง ดังนั้นปริมาณอ้อยรวม 99 ล้านตันก็คาดว่าผลผลิตน้ำตาลทรายจะหายไปเกือบ 300 ล้าน กก. ส่วนการบริโภคน้ำตาลทรายในประเทศ ขณะนี้มียอดจำหน่ายเพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากมีการขยายตัวในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตน้ำอัดลม น้ำหวาน เครื่องดื่มชูกำลังที่ใช้น้ำตาลเป็นวัตถุดิบโดยเฉพาะน้ำอัดลมยี่ห้อ เอสน้องใหม่ในตลาดประกอบกับสภาพอากาศที่ร้อนรุนแรงทำให้ประชาชนหันมาบริโภคน้ำอัดลมเพิ่มขึ้น โดยล่าสุดคณะกรรมการน้ำตาลทราย (กน.) มีมติเห็นชอบให้มีการจัดสรรปริมาณน้ำตาลทรายโควตา ก. (บริโภคในประเทศ) ฤดูการผลิตปี 55/56 เพิ่มขึ้นอีก 1 ล้านกระสอบจากเดิมที่กำหนดไว้ 24 ล้านกระสอบ (2.4 ล้านตัน) เป็น 25 ล้านกระสอบ (2.5 ล้านตัน) เพื่อป้องกันการขาดแคลนน้ำตาลในประเทศ.

นายธนิต โสรัตน์ เลขาธิการและรักษาการประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการรายใหญ่เริ่มทยอย ไล่ซื้อกิจการของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ประสบปัญหาเรื่องการดำเนินธุรกิจจำนวนมาก โดยเฉพาะการขาดสภาพคล่อง หลังจากที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวันทั่วประเทศ รวมถึงขาดทุนจากปัจจัยอื่นๆ ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจประเภทร้านสะดวกซื้อ, วัสดุก่อสร้าง ดังนั้น จึงต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น เพื่อป้องกันรายใหญ่ผูกขาดตลาดในอนาคต
สำหรับแนวทางในการป้องกัน การผูกขาดตลาดในอนาคต รัฐบาลควรออกกฎหมายป้องกันการขายสินค้าต่ำกว่าทุนเหมือนกับหลายๆประเทศที่ดำเนินการอยู่ รวมถึงการปล่อยสินค้าให้เป็นไปตามกลไกตลาดแต่อาจควบคุมเฉพาะสินค้าที่จำเป็นสำหรับประชาชนบ้าง เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้บริโภค
นายธนิต กล่าวว่า ขณะนี้ได้ขอความร่วมมือ ให้ ส.อ.ท. แต่ละจังหวัดออกไปสำรวจผลกระทบจากนโยบายค่าจ้าง 300 บาทต่อวันหลังจากมีผลบังคับมาแล้ว 3 เดือน หรือ 1 ไตรมาสว่ามีผลกระทบมากเพียงใด และผู้ประกอบการในพื้นที่ต่างๆต้องการให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลืออะไรเพิ่มเติม คาดว่าจะได้ผลสำรวจในสัปดาห์หน้า ส่วนการปิดกิจการจากผลกระทบค่าจ้าง 300 บาท คาดว่าจะเห็นความชัดเจนได้ในช่วงเดือน ก.ค. หรือสิ้นสุดหลังจากไตรมาสที่ 2.

‘เสี่ยเพ้ง’ นั่งหัวโต๊ะวอร์รูมพลังงาน รับมือวิกฤติไฟฟ้า 5 เม.ย.นี้ มั่นใจสำรองเพียงพอแต่ยังห่วงคลื่นความร้อนทอดยาว 9–10 เม.ย. หวั่นยอดใช้ไฟฟ้าพุ่งปรี๊ด ด้าน “เรคกูเลเตอร์” ส่งสัญญาณค่าเอฟทีงวดหน้าไม่ขยับแม้ใช้ไฟพุ่งผลพวงแข็ง–ราคาก๊าซฯคงที่
นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า ในวันที่ 5 เม.ย.นี้ ซึ่งเป็นวันแรกที่แหล่งก๊าซธรรมชาติ ยานาดาจากประเทศพม่าจะหยุดจ่ายก๊าซฯให้กับประเทศไทย ในระหว่างวันที่ 5-14 เม.ย.นี้ จะเป็นวันที่วิกฤติที่สุด โดยคาดว่าจะมีการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีค) ที่ระดับ 26,600 เมกะวัตต์ที่อุณหภูมิ 40 องศาเซลเซียส ทำให้เหลือปริมาณสำรองฉุกเฉิน 1,661 เมกะวัตต์ โดยตนจะเดินทางไปเป็นประธานติดตามสถานการณ์ภาวะวิกฤติไฟฟ้าหรือวอร์รูมที่อาคารสำนักงานใหญ่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) บางกรวย ตั้งแต่เวลา 13.00 น.เป็นต้นไป เพราะเป็นช่วงเวลาที่ต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด เนื่องจากคาดว่า ในช่วงเวลา 13.00-15.00 น. จะเป็นช่วงมีการใช้ไฟฟ้ามากที่สุดในรอบวัน
อย่างไรก็ตามในแง่ของการเตรียมความพร้อมรับมือวิกฤตินั้น ยืนยันว่า ไม่มีความน่าเป็นห่วง เพราะขณะนี้ มีปริมาณสำรอง (ฮอตสแตนบาย)
เพิ่มขึ้นจากเดิม 767 เมกะวัตต์เป็น 1,661 เมกะวัตต์ แม้ว่าจะลดลงจากก่อนหน้านี้ ที่เคยประเมินปริมาณไฟฟ้าสำรองไว้ถึง 1,961 เมกะวัตต์ อันเป็นผลมาจากอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้น 1 องศาจนทำให้การใช้ไฟเพิ่มขึ้นก็ตาม “กำลังการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในวันที่ 5 เม.ย.จะมาจากการรับซื้อโรงไฟฟ้ารายย่อย (SPP) รวม 26 ราย เพิ่ม 223.8 เมกะวัตต์ และการลดปริมาณการใช้จากโรงไฟฟ้าที่รับซื้อในราคาถูก (Interruptible Load) จำนวน 4 ราย 56 เมกะวัตต์ ลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าของกลุ่มสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) 80 ราย รวม 807.1 เมกะวัตต์ และลดใช้ไฟฟ้าของโรงงานจากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) อีก 107.8 เมกะวัตต์ รวมลดการใช้ไฟฟ้า 970.9 เมกะวัตต์ รวมปริมาณรับซื้อไฟเพิ่มและลดการใช้ได้ 1,194.7 เมกะวัตต์ และกำลังสำรองผลิตเดิม 467 เมกะวัตต์ รวมสำรองทั้งหมดเป็น 1,661.7 เมกะวัตต์”
สำหรับวิกฤติไฟฟ้าระหว่างวันที่ 5-14 เม.ย.นี้ กระทรวงพลังงานเป็นห่วงอยู่ 3 วันคือวันที่ 5 เม.ย. ซึ่งปริมาณสำรองมีเพียงพอแล้ว จะไม่ส่งผลให้ไฟฟ้าดับหรือตกแต่อย่างใด แต่กระนั้นยังห่วงช่วงวันที่ 9-10 เม.ย. ที่มีแนวโน้มว่า อุณหภูมิอาจเพิ่มสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส ทำให้ปริมาณการใช้ไฟฟ้ามีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นอีกมาก ดังนั้น จึงอยากให้ภาคประชาชน ธุรกิจ และอุตสาหกรรม ร่วมมือกันรณรงค์ประหยัดการใช้ไฟฟ้าในภาวะวิกฤติต่อไปอีก จนกว่าแหล่งยานาดาจะสามารถจ่ายก๊าซฯได้ในวันที่ 15 เม.ย.นี้
นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า ในระยะยาวประเทศไทยจำเป็นจะต้องมีการใช้เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าให้มีความหลากหลาย โดยปัจจุบันต้นทุนไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต่ำที่สุดเฉลี่ย 1 บาทต่อหน่วย แต่ก็ไม่สามารถผลักดันได้ เพราะได้รับการต่อต้านจากประชาชน ประกอบกับการเลือกพื้นที่ติดทะเลและไม่มีประชาชนอยู่อาศัยนั้นหาได้ยาก รองลงมาเป็นพลังงานน้ำที่เฉลี่ย 2 บาทต่อหน่วย ก็ยังมีปัญหาในการเลือกพื้นที่สร้างเขื่อน จึงเหลือแต่พลังงานถ่านหิน ที่มีต้นทุนเฉลี่ย 2 บาทต่อหน่วยเช่นกันที่จะต้องเร่งผลักดัน เพื่อให้ต้นทุนไฟฟ้าสามารถเฉลี่ยกับพลังงานก๊าซที่มีต้นทุน 3 บาทต่อหน่วยได้ เพื่อไม่ให้ค่าไฟฐานในช่วง 4 ปีข้างหน้าพุ่งขึ้นกว่า 6 บาทต่อหน่วยจากปัจจุบันที่ 3 บาทต่อหน่วย
นายดิเรก ลาวัณย์ศิริ ประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เปิดเผยถึงแนวโน้มค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ (เอฟที) รอบเดือน พ.ค.-ส.ค.ว่า น่าจะยังทรงตัวอยู่ในระดับเดิม เนื่องจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ และทิศทางราคาก๊าซธรรมชาติทรงตัว เป็นปัจจัยบวกที่ทำให้ต้นทุนเชื้อเพลิงไม่ปรับเพิ่มขึ้น แม้ว่าจะมีเหตุการณ์หยุดจ่ายก๊าซฯจากสหภาพพม่า 5-14 เม.ย. ทำให้มีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากการใช้น้ำมันดีเซลและน้ำมันเพิ่มขึ้นก็ตาม แต่เป็นจำนวนที่ไม่มากเฉลี่ยรวม 2.20 สตางค์ต่อหน่วย
สำหรับปัจจัยด้านการใช้ไฟฟ้ายอมรับว่าปีนี้ สภาพอากาศร้อนจัด มีอุณหภูมิสูงขึ้น 1-2 องศา เทียบจากปีที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีค) เกิดขึ้นรวดเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งแม้การใช้ไฟฟ้าในภาพรวม จะขยายตัวเพิ่มขึ้น แต่ได้รับปัจจัยบวกจากค่าเงินบาท และราคาก๊าซฯที่ไม่ปรับเพิ่มขึ้น จึงทำให้การใช้ไฟฟ้าหน้าร้อนจะไม่สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ “ค่าเอฟทีงวดหน้าคงไม่ปรับเพิ่มขึ้น แต่เพื่อความไม่ประมาทประชาชนทุกคน ก็ต้องร่วมมือกันประหยัดไฟฟ้าอย่างจริงจังด้วย”.